shopup.com

articleเกจ์วัดประเภทต่างๆ ( Gauges )

เกจ์วัดประเภทต่างๆ ( Gauges )

เกจ์ ( Gauges ) คือ เครื่องมือวัดที่ออกแบบมาเพื่อวัดและแสดงค่าของปริมาณทางกายภาพ เช่น ขนาด ความดัน อุณหภูมิ หรือการไหล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจแสดงผลในรูปแบบอนาล็อก (เช่น เข็มชี้) หรือดิจิตอล (เช่น ตัวเลข) เกจ์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ในอดีต เกจ์แบบอนาล็อกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีโครงสร้างที่เรียบง่ายและค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีในปัจจุบัน ได้พัฒนาเกจ์แบบดิจิตอลให้มีความแม่นยำสูงขึ้น มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย และสามารถเชื่อมต่อกับระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้เกจ์แบบดิจิตอลเป็นที่นิยมมากขึ้นในอุตสาหกรรมหลายประเภท อย่างไรก็ตาม การนำเกจ์แบบดิจิตอลมาใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงหรือสภาวะการทำงานที่รุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการทำงานและอายุการใช้งานของอุปกรณ์อย่างรอบคอบ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นข้อจำกัดของเกจ์แบบดิจิตอลบางรุ่น

เกจ์ นั้นเปรียบเสมือนดวงตาของกระบวนการผลิต เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถวัดและควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

ความสำคัญของเกจ์

  • ควบคุมคุณภาพ: เกจ์ช่วยให้เราตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: การใช้เกจ์ช่วยลดการเกิดผลิตภัณฑ์ที่บกพร่อง ทำให้ประหยัดต้นทุนและเวลาในการผลิต
  • ลดการสูญเสีย: การตรวจสอบคุณภาพด้วยเกจ์ช่วยลดการสูญเสียวัสดุและแรงงาน
  • ตอบสนองความต้องการของลูกค้า: ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี
  • ป้องกันความเสียหาย: ในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเคมี หรืออุตสาหกรรมอาหาร การวัดค่าต่างๆ อย่างแม่นยำด้วยเกจ์จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

หลักการทำงานเบื้องต้นของเกจ์ กจ์จะอาศัยหลักการทางฟิสิกส์ในการแปลงสัญญาณจากปริมาณที่วัดได้ (เช่น ขนาด แรงดัน อุณหภูมิ) ให้เป็นค่าที่เราอ่านได้ เช่น ตัวเลขบนหน้าปัดหรือค่าดิจิตอลบนจอแสดงผล

  • การแปลงสัญญาณ: เมื่อนำเกจ์ไปสัมผัสกับวัตถุที่ต้องการวัด เกจ์จะรับรู้ถึงปริมาณทางกายภาพนั้นๆ และแปลงเป็นสัญญาณที่เครื่องมือสามารถประมวลผลได้ เช่น
  • การเปลี่ยนแปลงทางกล: เช่น ในเกจวัดแรงดันแบบบูร์ดอง เมื่อแรงดันเพิ่มขึ้น ท่อบูร์ดองจะขยายตัวและดันให้เข็มชี้เคลื่อนที่ไปตามหน้าปัด
  • การเปลี่ยนแปลงทางแสง: เช่น ในเซ็นเซอร์วัดระยะทางแบบเลเซอร์ เมื่อแสงเลเซอร์กระทบวัตถุและสะท้อนกลับ ระบบจะคำนวณระยะทางจากเวลาที่แสงใช้ในการเดินทาง
  • การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า: เช่น ในเทอร์มิสเตอร์ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ความต้านทานไฟฟ้าของเทอร์มิสเตอร์จะเปลี่ยนไปตามไปด้วย
  • การขยายสัญญาณ: สัญญาณที่ได้จากขั้นตอนแรกมักจะมีค่าต่ำมาก จึงต้องมีการขยายสัญญาณให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปแสดงผลได้
  • การแปลงสัญญาณเป็นค่าที่อ่านได้: สัญญาณที่ถูกขยายแล้วจะถูกแปลงเป็นค่าที่เราอ่านได้ เช่น ตัวเลขบนหน้าปัด หรือค่าดิจิตอลบนจอแสดงผล โดยอาจผ่านการประมวลผลเพิ่มเติม เช่น การคำนวณหาค่าเฉลี่ย หรือการเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำของการวัดด้วยเกจ์

  1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือวัด (เกจ์) คุณภาพของเกจ์
  • วัสดุที่ใช้ผลิต: วัสดุที่มีคุณภาพสูง ทนทานต่อการสึกหรอ และมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อนต่ำ จะช่วยให้ได้ผลการวัดที่แม่นยำ
  • การออกแบบ: การออกแบบที่เหมาะสมจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวัด
  • การสอบเทียบ: เกจ์ต้องได้รับการสอบเทียบอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่ายังคงให้ค่าที่ถูกต้อง
  • ความละเอียดของเกจ์: เกจ์ที่มีความละเอียดสูงจะสามารถวัดค่าได้ละเอียดมากขึ้น แต่ก็อาจมีราคาสูงขึ้น
  • ช่วงการวัด: ช่วงการวัดที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลการวัดที่แม่นยำมากขึ้น หากเลือกใช้เกจ์ที่มีช่วงการวัดกว้างเกินไป อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้
  • สภาพของเกจ์ : เกจ์ที่ชำรุดเสียหาย หรือมีรอยขีดข่วน อาจส่งผลต่อความแม่นยำในการวัด
  1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการวัด
  • อุณหภูมิ: อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปอาจทำให้วัสดุของเกจ์ขยายตัวหรือหดตัว ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัด
  • ความชื้น: ความชื้นสูงอาจทำให้เกิดสนิม หรือทำให้ชิ้นส่วนของเกจ์เสียหาย
  • แรงสั่นสะเทือน: การสั่นสะเทือนอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวัด
  • สนามแม่เหล็ก: สนามแม่เหล็กอาจรบกวนการทำงานของเกจ์บางประเภท
  1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน
  • ทักษะของผู้ใช้งาน: ผู้ใช้งานต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเกจ์อย่างถูกวิธี
  • วิธีการจับยึด: การจับยึดชิ้นงานและเกจ์ที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวัด
  • การอ่านค่า: การอ่านค่าที่ไม่ถูกต้อง อาจเกิดจากการมองผิด หรือการประมาณค่า

การจำแนกประเภทของเกจ์ เกจ์สามารถจำแนกได้หลายประเภทตามหลักการทำงานและปริมาณที่วัด โดยแบ่งออกได้ดังนี้

  1. เกจวัดขนาด
  • ไมโครมิเตอร์ (Micrometer): ใช้สำหรับวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก ภายใน และความลึกของร่อง
  • คาลิปเปอร์ (Caliper): ใช้สำหรับวัดขนาดภายนอก ภายใน และความลึก
  • เกจบล็อก (Gauge Block): ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับการสอบเทียบเครื่องมือวัดอื่นๆ
  • เกจวัดความหนา (Thickness Gauge): ใช้สำหรับวัดความหนาของแผ่นวัสดุ

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์ไมโครมิเตอร์และคาลิปเปอร์

  • จับยึดชิ้นงานให้แน่นและมั่นคง
  • เลือกหัววัดที่เหมาะสมกับชนิดของชิ้นงาน
  • ป้องกันไม่ให้หัววัดเสียหาย
  1. เกจวัดความเรียบ
  • โปรไฟล์โปรเจ็กเตอร์ (Profile Projector): ใช้สำหรับวัดความเรียบของผิวหน้า และตรวจสอบรูปทรงของชิ้นงาน
  • เซ็นเซอร์วัดความเรียบ: เช่น เซ็นเซอร์สัมผัส เซ็นเซอร์แสง

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์วัดความเรียบ

  • เลือกหัววัดที่มีขนาดและรูปร่างเหมาะสมกับขนาดและรูปร่างของชิ้นงาน
  • ตั้งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของเกจ์ให้เหมาะสมกับชนิดของวัสดุและความละเอียดที่ต้องการ
  • ควรเคลื่อนที่หัววัดไปตามผิวหน้าชิ้นงานอย่างช้าๆ และเป็นเส้นตรง เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
  1. เกจวัดความแข็ง
  • เกจวัดความแข็งแบบบรินเนลล์ (Brinell Hardness Test): ใช้ลูกบอลเหล็กกลมกดลงบนผิวหน้าของชิ้นงาน แล้ววัดรอยบุ๋มที่เกิดขึ้น
  • เกจวัดความแข็งแบบวิกเกอร์ส (Vickers Hardness Test): ใช้หัวเจาะรูปเพชรกดลงบนผิวหน้าของชิ้นงาน แล้ววัดรอยบุ๋มที่เกิดขึ้น
  • เกจวัดความแข็งแบบรอคเวลล์ (Rockwell Hardness Test): ใช้หัวเจาะกดลงบนผิวหน้าของชิ้นงานด้วยแรงสองระดับ แล้ววัดความลึกของรอยบุ๋มที่เกิดขึ้น

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์วัดความแข็ง

  • เตรียมผิวหน้าของชิ้นงานให้เรียบและสะอาด
  • เลือกหัววัดที่เหมาะสมกับชนิดของวัสดุ
  • ควบคุมแรงกดให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
  1. เกจวัดแรงดัน
  • เกจวัดแรงดันแบบบูร์ดอง (Bourdon Tube Pressure Gauge): ใช้ท่อโค้งที่เมื่อสัมผัสกับแรงดันจะขยายตัว และดันให้เข็มชี้เคลื่อนที่
  • เกจวัดแรงดันแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Pressure Gauge): ใช้แผ่นบางที่ยืดหยุ่นเมื่อสัมผัสกับแรงดัน และเชื่อมต่อกับกลไกในการแสดงผล
  • เกจวัดแรงดันแบบดิจิตอล: ใช้เซ็นเซอร์วัดแรงดัน และแปลงสัญญาณเป็นค่าดิจิตอลแสดงผลบนจอ

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์วัดแรงดัน

  • ตรวจสอบทิศทางการต่อเข้ากับระบบ
  • หลีกเลี่ยงการเปิดวาล์วอย่างรวดเร็ว
  • ตรวจสอบความดันภายในระบบก่อนเชื่อมต่อเกจ์
  1. เกจวัดอุณหภูมิ
  • เทอร์โมมิเตอร์: ใช้หลักการขยายตัวของของเหลวหรือโลหะเมื่อได้รับความร้อน
  • เทอร์โมคัปเปิล: ใช้หลักการเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเมื่อโลหะสองชนิดสัมผัสกันที่อุณหภูมิต่างกัน
  • เทอร์มิสเตอร์: ใช้หลักการเปลี่ยนแปลงความต้านทานไฟฟ้าเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์วัดอุณหภูมิ

  • เลือกเกจวัดอุณหภูมิที่เหมาะสมกับช่วงอุณหภูมิที่ต้องการวัด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสส่วนที่ร้อนของเกจ์
  1. เกจวัดการไหล
  • โฟลมิเตอร์ (Flowmeter): ใช้วัดอัตราการไหลของของเหลวหรือก๊าซ เช่น โฟลมิเตอร์แบบโรตารี โฟลมิเตอร์แบบเวนทูรี

ข้อควรระวังในการใช้งานเกจ์วัดการไหล

  • ติดตั้งเกจ์ในตำแหน่งที่ของเหลวไหลผ่านได้อย่างสมบูรณ์และไม่มีสิ่งกีดขวาง
  • หลีกเลี่ยงการสั่นสะเทือน: การสั่นสะเทือนอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการวัด
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว: การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดฟองอากาศและส่งผลต่อการวัด

สัญญาณบ่งบอกว่าเกจ์มีปัญหา

  • เข็มชี้เคลื่อนไหวไม่ราบรื่น
  • ค่าที่อ่านได้ไม่สอดคล้องกับค่าจริง
  • เกิดเสียงผิดปกติขณะใช้งาน
  • มีรอยร้าวหรือชำรุดที่ตัวเครื่อง

 วิธีการดูแลรักษาเกจ์

ทำความสะอาด

  • ใช้ผ้าสะอาดและแห้งเช็ดทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะ
  • ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน หรือสารเคมีที่รุนแรง
  • สำหรับส่วนที่เป็นกระจกหรือพลาสติก ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดอย่างเบามือ

ตรวจสอบความเสียหาย

  • ตรวจสอบสภาพภายนอก: ตรวจสอบรอยร้าว รอยบุบ หรือรอยขีดข่วนบนตัวเครื่อง
  • ตรวจสอบเข็มชี้หรือจอแสดงผล: ตรวจสอบว่าเข็มชี้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจอแสดงผลมีความชัดเจน
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อ: ตรวจสอบการเชื่อมต่อของสายไฟหรือท่อที่ต่อกับเกจ์

หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

  • อุณหภูมิ: หลีกเลี่ยงการใช้งานเกจ์ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  • ความชื้น: หลีกเลี่ยงการใช้งานเกจ์ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง เพราะอาจทำให้เกิดสนิม
  • แรงสั่นสะเทือน: หลีกเลี่ยงการใช้งานเกจ์ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนสูง

สอบเทียบเกจ์เป็นประจำ

  • ความถี่: ควรสอบเทียบเกจ์ตามระยะเวลาที่กำหนด หรือเมื่อสงสัยว่าเกจ์ให้ค่าที่ไม่ถูกต้อง
  • วัตถุประสงค์: เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของเกจ์ และปรับค่าให้ถูกต้อง

เก็บรักษาเกจ์อย่างถูกวิธี

  • เก็บในที่แห้ง: หลีกเลี่ยงการเก็บเกจ์ในที่ชื้น เพราะอาจทำให้เกิดสนิม
  • เก็บในที่ปลอดภัย: เก็บเกจ์ในที่ที่ปลอดภัย ห่างจากความร้อนและสารเคมี

การดูแลรักษาเกจ์อย่างถูกต้องจะช่วยให้เกจ์ใช้งานได้ยาวนานและให้ผลการวัดที่แม่นยำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต

 

ไดอัลเกจ หรือ Dial Indicator เป็นเครื่องมือวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในงานอุตสาหกรรมและการผลิต เนื่องจากมีความแม่นยำสูงและสามารถวัดค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงานได้อย่างละเอียด โดยทั่วไปแล้วไดอัลเกจจะถูกนำมาใช้ในการวัดค่าต่างๆ เช่น ความเรียบ ความขนาน ระยะเยื้องศูนย์ และความสูงของชิ้นงาน

ไดอัลเกจเป็นเครื่องมือวัดเชิงกลที่ประกอบด้วยหน้าปัดและเข็มชี้ โดยเมื่อนำหัววัดของไดอัลเกจไปสัมผัสกับชิ้นงาน เข็มชี้จะเคลื่อนที่ไปตามสเกลบนหน้าปัดเพื่อแสดงค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงานนั้นๆ ค่าที่อ่านได้จากไดอัลเกจมักจะเป็นหน่วยมิลลิเมตร (mm) และมีความละเอียดสูงถึง 0.01 มม. หรือ 0.001 มม.

ข้อดีของไดอัลเกจ

  • ความแม่นยำสูง: สามารถวัดค่าความคลาดเคลื่อนได้ละเอียดถึง 0.01 มม. หรือ 0.001 มม.
  • ใช้งานง่าย: มีการออกแบบที่ใช้งานง่าย และสามารถอ่านค่าได้อย่างรวดเร็ว
  • หลากหลายรูปแบบ: มีไดอัลเกจให้เลือกหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น ไดอัลเกจแบบยาว, ไดอัลเกจแบบล้อเลื่อน, ไดอัลเกจแบบโยกขึ้นลง
  • สามารถวัดค่าได้หลากหลาย: นอกจากการวัดความเรียบแล้ว ยังสามารถใช้วัดความหนา ความลึก และค่าอื่นๆ ได้อีกมากมาย
  • พกพาสะดวก: มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ทำให้พกพาไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ได้สะดวก

หลักการทำงานของไดอัลเกจ

ไดอัลเกจ หรือ Dial Gauge ทำงานบนหลักการแปลงการเคลื่อนที่เชิงกลให้เป็นการเคลื่อนที่ของเข็มชี้บนหน้าปัด โดยเมื่อเราสัมผัสหัววัดของไดอัลเกจกับชิ้นงานที่ต้องการวัด การเคลื่อนที่ของหัววัดจะถูกส่งผ่านกลไกภายในของไดอัลเกจไปยังเข็มชี้ ทำให้เข็มชี้เคลื่อนที่ไปตามสเกลบนหน้าปัด และแสดงค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงานนั้นๆ

ขั้นตอนการทำงานของไดอัลเกจ

  • การสัมผัสชิ้นงาน: เมื่อหัววัดของไดอัลเกจสัมผัสกับผิวหน้าของชิ้นงาน หัววัดจะเคลื่อนที่ตามรูปทรงของชิ้นงาน
  • การส่งผ่านการเคลื่อนที่: การเคลื่อนที่ของหัววัดจะถูกส่งผ่านไปยังกลไกภายในของไดอัลเกจ ซึ่งประกอบด้วยชุดเฟืองและแกนที่เชื่อมต่อกัน
  • การขยายสัญญาณ: กลไกภายในจะทำการขยายการเคลื่อนที่ของหัววัดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถอ่านค่าได้ชัดเจนบนหน้าปัด
  • การแสดงผล: การเคลื่อนที่ที่ถูกขยายจะถูกส่งต่อไปยังเข็มชี้ ทำให้เข็มชี้เคลื่อนที่ไปตามสเกลบนหน้าปัด และแสดงค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงาน

 วิธีการดูแลรักษาเกจ์

การทำความสะอาด

  • ทำความสะอาดเป็นประจำ: หลังจากการใช้งานทุกครั้ง ควรทำความสะอาดไดอัลเกจด้วยผ้าสะอาดและแห้ง เพื่อกำจัดฝุ่นละอองและคราบสกปรก
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี: ห้ามใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของตัวทำละลายมาทำความสะอาดไดอัลเกจ เพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายได้
  • ทำความสะอาดหัววัด: หัววัดเป็นส่วนที่สัมผัสกับชิ้นงานโดยตรง ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสะสมของเศษวัสดุ

การเก็บรักษา

  • เก็บในที่แห้ง: เก็บไดอัลเกจในที่แห้งและมีอุณหภูมิคงที่ เพื่อป้องกันสนิมและการเสียรูปของชิ้นส่วน
  • เก็บในกล่อง: ควรเก็บไดอัลเกจในกล่องเดิมหรือกล่องที่ออกแบบมาสำหรับเก็บเครื่องมือวัด เพื่อป้องกันการกระแทกและความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงการวางซ้อน: ไม่ควรวางวัตถุอื่นๆ ซ้อนทับบนไดอัลเกจ เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้

การตรวจสอบและสอบเทียบ

  • ตรวจสอบสภาพเป็นประจำ: ก่อนใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจสอบสภาพของไดอัลเกจว่ามีส่วนใดชำรุดหรือเสียหายหรือไม่
  • สอบเทียบเป็นประจำ: ควรทำการสอบเทียบไดอัลเกจตามระยะเวลาที่กำหนด หรือเมื่อสงสัยว่าค่าที่อ่านได้ไม่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่าไดอัลเกจยังคงมีความแม่นยำ

ข้อควรระวังในการใช้งานไดอัลเกจ์

  • อุณหภูมิของห้องที่ใช้งานไดอัลเกจควรคงที่ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการขยายตัวของวัสดุ
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานไดอัลเกจในสภาพแวดล้อมที่มีสนามแม่เหล็กหรือคลื่นวิทยุรบกวนและสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ความชื้นสูง หรือมีสารเคมีกัดกร่อน
  • หลีกเลี่ยงแรงกดที่มากเกินไป แรงกดที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนผิวหน้าชิ้นงาน หรือทำให้หัววัดเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงการตกกระแทก: การตกกระแทกอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในของไดอัลเกจเสียหายได้

 

 

29 October 2024

Viewed 384 time

Engine by shopup.com